10/5/53 | By: โจ้

ปอเนาะ สังคมมุสลิมชายแดนใต้


ปอเนาะ สังคมมุสลิมชายแดนใต้

http://www.xn--82c9iwa.com WWW.โจ้.COM
ปอเนาะ สังคมมุสลิมชายแดนใต้
"คนมุสลิมไม่กินหมู ผู้ชาย มุสลิมมีเมียได้ 4 คน" คนส่วนใหญ่มักรับรู้เกี่ยวกับสังคมของคนมุสลิมเพียงแค่ไม่กี่ด้าน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ศาสนาอิสลามและสังคมมุสลิมมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายอย่างที่ทั้งแตกต่าง และสอดคล้องกับแนวทางของพุทธศาสนิกชนที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศนี้

http://www.xn--82c9iwa.com WWW.โจ้.COMการขาดการเรียนรู้ระหว่างกัน คือต้นตอของความไม่เข้าใจ หลายครั้งนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัย และการไม่ไว้วางใจในที่สุด

เหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นกับ "ปอเนาะ" โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่ในระยะหลังมานี้ถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมและสนับสนุนการก่อการ ร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุผลเพียงเพราะคนร้ายที่ถูกทางการจับกุมได้ เมื่อสืบประวัติแล้วพบว่าส่วนใหญ่เคยศึกษา หรือจบออกมาจากโรงเรียนปอเนาะ


"ปอเนาะ" คืออะไร สำคัญต่อสังคมมุสลิมอย่างไร และเท็จจริงอย่างไรกับข้อกล่าวหาข้างต้น คนที่ผ่านการเรียนรู้ในระบบนี้มาแล้วคงจะให้คำตอบได้ดีที่สุด

"ผมอยากจะบอกว่า อย่าพยายามมองด้วยสายตา ด้วยความรู้สึกที่เป็นลบต่อกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เหมือนกับบ้านที่สร้างกำแพงสูงขึ้นมา เราก็มักจะคิดไปก่อนแล้วว่ามันต้องมีอะไรไม่ดีแน่ๆ  พอเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นคนก็มองว่า ปอเนาะนี่แหละเป็นแหล่งซ่องสุมเพราะเขาคิดว่าเกิดเหตุทีไร จับคนร้ายได้คนนั้นคนนี้ก็เคยเรียนปอเนาะ"

ในเมื่อปอเนาะเป็นสถานศึกษาหลักที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในทางกลับกันผมย้อนถามว่า ถ้าจับคนร้ายได้แล้วพบว่าคนๆ นี้เคยเรียนประถมมา แสดงว่าโรงเรียนประถมก็มีส่วนในการที่จะซ่องสุม หรือทำให้คนเป็นคนไม่ดีด้วยใช่หรือไม่" ชารีฟ บุญพิศ อดีตนักศึกษาจากปอเนาะภูมี จ.ปัตตานี ตั้งคำถามต่อปัญหาที่เกิดขึ้น


ชารีฟเติบโตที่จ.ยะลา ในสังคมมุสลิม เริ่มต้นศึกษาในโรงเรียนอนุบาล ที่สอนทั้งศาสนาและวิชาสามัญ เข้าเรียนชั้นประถมในโรงเรียนทั่วไปควบคู่กับการเรียนตาดีกา หรือการเรียนศาสนาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยม ช่วงเช้าเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม ช่วงบ่ายเรียนด้านอาชีว ศึกษา ก่อนจะเข้ามาศึกษาต่อระดับปวส.ที่กรุงเทพฯ

จบแล้วจึงตัดสินใจกลับ บ้านไปศึกษาในโรงเรียนปอเนาะอีก 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาได้ร่วมวิจัยใน "โครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์" ภายใต้การสนับสนุนของสำนัก งานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

"3 ปีในปอเนาะถึงจะเป็นเวลาไม่นานนัก แต่ผมกล้าพูดได้เลยว่า เป็นระบบการศึกษาที่ผมไม่เคยพบมาเลยในชีวิต" ชารีฟพูดถึงปอเนาะของเขาอย่างภูมิใจ ก่อนอธิบายให้ฟังว่า แหล่งความรู้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งได้เป็น 4 แหล่ง คือ ตาดีกา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ปอเนาะ และมัสยิด

สำหรับปอเนาะนั้น เป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จำลองวิถีชีวิตอิสลามตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งเข้านอน เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นจริง ปฏิบัติจริง โดยมี "บาบอ" ซึ่งเป็นเจ้าของปอเนาะเป็นต้นแบบให้ "โต๊ะบาเก" หรือนักเรียนผู้ชายได้ปฏิบัติตาม ส่วนนักเรียนหญิงก็จะมี "มามา" หรือภรรยาของบาบอเป็นต้นแบบ

ชารีฟบอกว่า ในปอเนาะหนึ่งๆ จะประกอบด้วย "บาลาเซาะ" เป็นสถานที่ทำละหมาด และเป็นที่สำหรับการเรียนการสอน และตัว "ปอเนาะ" ซึ่งในภาษามลายูแปลว่า "กระท่อม" เป็นที่พักอาศัยของนักเรียน การเรียนการสอนจะใช้ควบคู่กันระหว่างภาษาอาหรับและภาษามลายู เริ่มเรียนตั้งแต่ราวตี 4 ตี 5 และสิ้นสุดราว 3 ทุ่ม โดยเน้นเฉพาะไปที่การศึกษาคำสอนทางศาสนาเป็นสำคัญ


http://www.xn--82c9iwa.com WWW.โจ้.COM"ปอเนาะ เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ไม่มีระยะเวลาสิ้นสุดของการศึกษา คุณจะเข้ามาเมื่อไรก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นคนประเภทไหนก็ได้" ชารีฟหมายถึง คนทำผิด ไม่อาจใช้ปอเนาะเป็นที่หลบหนีคดีได้

นักเรียน ในปอเนาะโดยมากเป็นคนที่จบประถมศึกษามาแล้ว การเรียนถ้าเป็นวิชาหลักๆ ทุกคนในปอเนาะไม่ว่าอายุเท่าไหร่จะเรียนรวมกันหมด จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นเด็กวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี นั่งเรียนร่วมห้องกับผู้เฒ่าวัยเลยเกษียณ ซึ่งลักษณะเปิดกว้างเช่นนี้แทบจะหาไม่ได้จากสถานศึกษารูปแบบอื่นๆ

"สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่การศึกษาระบบทั่วไปมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทำให้บางคนไม่สามารถเข้าถึงความรู้ได้ การศึกษาวันนี้บอกว่า ไม่มีค่าเทอมก็จริง แต่ก็ยังมีค่าบำรุง ซึ่งแพงกว่าค่าเทอมเสียอีก บางครอบครัวไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะเรียนสายสามัญ แต่ด้วยฐานะของเขาทำให้ไม่สามารถเรียนได้ แต่สำหรับปอเนาะไม่จำเป็นจะต้องมีปัจจัยเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นสถานที่ที่รองรับนักเรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจริงๆ"

แต่ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความพยายามที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงปอเนาะ โดยอ้างว่าไม่มีการศึกษาวิชาสามัญ เรียนจบแล้วไม่มีอาชีพรองรับ และเป็นการศึกษาที่ไม่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการออกกฎหมายควบคุมปอเนาะ บางช่วงถึงขั้นมีความพยายามที่จะปิด หรือห้ามไม่ให้มีการจดทะเบียนปอเนาะเพิ่มเติม

สิ่งเหล่านี้ชารีฟมอง ว่า ล้วนเกิดจากความไม่เข้าใจ และมองกันอย่างหวาดระแวง ซึ่งเมื่อใดที่ไม่มีปอเนาะขึ้นมาจริงๆ ผลกระทบย่อมตกอยู่กับวิถีชีวิตของชาวมุสลิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"สังคม ปอเนาะเป็นสังคมที่ยังรักษาจารีตประเพณี ธรรมเนียม และวัฒนธรรมอิสลาม ไว้ได้อย่างเหนียว แน่น ถ้าไม่มีปอเนาะ วิถีชีวิตแบบอิสลาม จะไม่มี เพราะสิ่งหนึ่ง ที่ผูกอยู่กับปอเนาะ ก็คือมัสยิด แต่ละมัสยิดจะประกอบด้วยหลายบุคลากร ทั้งโต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ซึ่งบุคคลต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่เคยผ่านโรง เรียนปอเนาะมาก่อน ถ้าไม่มีปอเนาะ ก็คงจะไม่มีใครจะมาทำหน้าที่ในมัสยิดได้"

ชารีฟบอก ว่า น่ายินดีที่หลังจากทำวิจัยออกมา หลายภาคส่วนเริ่มเข้าใจปอเนาะมากขึ้น รัฐเริ่มเข้ามาสนับสนุนสาธารณูปโภคและสื่อสำหรับพัฒนาผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปอเนาะส่วนใหญ่ยังขาดอยู่ มีการจดทะเบียนปอเนาะให้เป็นระบบ โดยเข้าไปแตะต้องหลักสูตรและคำสอนน้อยที่สุด ถือว่าเป็นการพัฒนาที่เดินมาถูกทาง ไม่ใช่การตัดสินผ่านเปลือกนอก หรือการกระทำของกลุ่มคนเพียงบางกลุ่มอย่างที่ผ่านๆ มา

"มนุษย์ทุกคน มีความต้องการแตกต่างกัน มีพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตแตกต่างกัน ถ้าเราเอาสิ่งที่คนๆ หนึ่งทำ แล้วบอกว่านั่นคือสิ่งที่ศาสนาสอน นั่นคือการขาดความเข้าใจในศาสนาอิสลาม การที่จะมองอิสลามให้เข้าใจ ต้องมองที่หลักการ ที่แก่น หรือมองที่ผู้นำว่าจริงๆ แล้วเขาปฏิบัติกันอย่างไร" ชารีฟย้ำ

 ที่มา วิภาวี จุฬามณี
http://www.xn--82c9iwa.com 
 WWW.โจ้.COM

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น